การเลื่อนการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2563

Image

ธุรกิจพลังงานและสาธารณูปโภค

นำเทคโนโลยีที่ทันสมัย มาบริหารจัดการของเสีย และขยะมูลฝอย โดยแปรรูปเป็นเชื้อเพลิงทดแทน เพื่อลดการใช้เชื้อเพลิงจากฟอสซิลให้มากที่สุด และนำผลพลอยได้จากขยะมาใช้ประโยชน์สูงสุด โดยไม่มีภาระการกำจัดส่วนที่เหลือนอกโรงงาน
Image

ธุรกิจสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซธรรมชาติ

สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซธรรมชาติ ทีพีไอ โพลีน เปิดให้บริการทั้งหมด 12 สาขา
Image

ขยะมีมูลค่าทางเศรษฐกิจ สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้

แผน Zero Waste คือ จะต้องบริหารจัดการขยะเหล่านี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และต้องไม่ให้เหลือเศษใดๆที่จะเป็นภาระในการนำไปกำจัดนอกโรงงาน
Image

นายประชัย เลียวไพรัตน์

ประธานคณะกรรมการบริหาร
บริษัท ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน)

เรียน ท่านผู้ถือหุ้น

บริษัท ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน)  (“บริษัท”) ในฐานะบริษัทลูกของ บริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน)  (“TPIPL”) ซึ่งได้ลงทุนด้วยเงินทุนมหาศาลสร้างกำลังผลิตให้กับบริษัท จนกระทั่งบริษัทได้ถูกนำเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อย และบริษัทได้ทำกำไรอย่างดีให้ผู้ถือหุ้นมาโดยตลอด โดยกลุ่มบริษัททีพีไอโพลีน เพาเวอร์ ยึดมั่นในนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน (ESG & Bio Circular-Green Economy-BCG)  ตามแบบฉบับของบริษัทแม่คือ TPIPL โดยมุ่งเน้นการเติบโตอย่างสมดุลในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม บนพื้นฐานของการกำกับดูแลกิจการที่ดี เพื่อเป็นบริษัทที่เติบโตอย่างยั่งยืนได้รับความเชื่อถือในระดับสากล

            บริษัทมีโรงกำจัดขยะชุมชนตั้งอยู่ในพื้นที่แห่งเดียวกันที่ใหญ่ที่สุดในโลก เป็นผู้นำด้านธุรกิจโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงขยะ และการผลิตพลังงานทดแทนที่ใหญ่ที่สุด และประสบความสำเร็จมากที่สุดในประเทศไทย  บริษัทมีความมุ่งมั่นในการวิจัยพัฒนาเทคโนโลยี และนวัตกรรมใหม่ๆ ในการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงขยะ พลังงานความร้อนทิ้งจากโรงงาน และพลังงานไฟฟ้าทางเลือกอย่างต่อเนื่อง มุ่งเน้นการวางแผนเสริมสร้างประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าให้อยู่ในระดับสูงสุดและปลอดภัย เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานสะอาดของประชากรที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นในอนาคต มุ่งเน้นลดปริมาณการใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล โดยมีขั้นตอนการผลิตพลังงานไฟฟ้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ลดปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 และลดปัญหาโลกร้อนจากก๊าซเรือนกระจกที่ส่งผลต่อสภาพอากาศแปรปรวนทั่วโลกในปัจจุบัน รวมถึงการขจัดปัญหาขยะชุมชนอย่างจริงจังเพื่อตอบสนองนโยบายภาครัฐ ในการพัฒนากระบวนการและปริมาณการผลิตพลังงานทั่วประเทศอย่างมั่นคงยั่งยืนต่อไป


CLEAN AND GREEN ENERGY PRODUCER
FOR
OUR HEALTY COUNTRY”

 

            ปี 2563 ที่ผ่านมา ถึงแม้ว่าทั่วโลกจะได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 บริษัทยังคงเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งจากการเพิ่มอัตราการใช้กำลังการผลิต และปริมาณการจำหน่ายไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นตามแผนงานที่กลุ่มบริษัทได้เตรียมการไว้ตั้งแต่ปี 2562 ที่ผ่านมา โดยบริษัทยังเป็นผู้นำในธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงจากขยะ  และพลังงานความร้อนทิ้ง โดยบริษัทได้ติดตั้งหม้อผลิตไอน้ำเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มอัตราการใช้กำลังการผลิตไฟฟ้าให้สูงขึ้น และมีการเตรียมความพร้อมเพื่อการลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าเชื้อพลิงขยะที่ภาครัฐจะได้กำหนดเงื่อนไขให้ภาคเอกชนเข้าร่วมประมูล ซึ่งรวมถึงการเข้าลงทุนในโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนอื่น และโรงไฟฟ้าเพื่อความมั่นคงด้านพลังงาน เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (Power Development Plan) และตามนโยบายของภาครัฐ ทั้งนี้ เพื่อขยายธุรกิจและผลการดำเนินงานของบริษัทให้เติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ภายใต้การดำเนินธุรกิจตามหลักธรรมาภิบาลที่ดี และตระหนักในหน้าที่ความรับผิดชอบเพื่อกำกับดูแลกิจการที่ดีและเป็นประโยชน์ต่อผู้ถือหุ้นและสังคมโดยรวม

กำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคา (EBITDA) เติบโตต่อเนื่อง

ในปี 2563 บริษัทและบริษัทย่อยมีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคา ( EBITDA) เท่ากับ 5,750 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 245 ล้านบาท (หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 4) เมื่อเทียบกับจำนวน 5,505 ล้านบาทในปี 2562 เนื่องจากการทยอยติดตั้งหม้อผลิตไอน้ำเพิ่มเติมซึ่งจะแล้วเสร็จในต้นปี 2564 ทำให้บริษัทสามารถเพิ่มอัตราการใช้กำลังการผลิตไฟฟ้าสูงขึ้น

ในปี 2563 บริษัทและบริษัทย่อย มีกำไรสุทธิจำนวน 4,506 ล้านบาท ลดลงจำนวน 101 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 2 เมื่อเทียบจากปี 2562 ในปี 2563 เนื่องจากในปี 2563 บริษัทมีผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน 4  ล้านบาท ขณะที่ปี 2562 มีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน 92 ล้านบาท และในปี 2563 มีดอกเบี้ยจ่าย 285 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 126 ล้านบาท จากจำนวน 159 ล้านบาท ในปี 2562

 

โรงไฟฟ้ากำลังการผลิตติดตั้งรวม 440 เมกะวัตต์

            ปัจจุบัน บริษัทได้ดำเนินการผลิตและขายไฟฟ้าในเชิงพาณิชย์แล้วจำนวน 8 โรง โดยมีกำลังการผลิตติดตั้งรวม 440 เมกะวัตต์ ประกอบด้วยโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนทิ้งจากการผลิตปูนซิเมนต์ 2 โรง มีกำลังการผลิตติดตั้งรวม 40 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าพลังงานเชื้อเพลิงขยะ RDF  จำนวน 4 โรง มีกำลังการผลิตติดตั้งรวม 180 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงผสม จำนวน 1 โรง มีกำลังการผลิตติดตั้งรวม 70 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าถ่านหิน จำนวน 1 โรง มีกำลังการผลิตติดตั้งรวม 150 เมกะวัตต์ และอยู่ระหว่างการเข้าร่วมประมูลโครงการกำจัดขยะเพื่อผลิตไฟฟ้าของภาครัฐ เพื่อสร้างการเติบโตให้แก่ธุรกิจของกลุ่มบริษัท รวมไปถึงการเข้าร่วมลงทุนเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมตามพื้นที่ที่มีความจำเป็นเร่งด่วนตามนโยบายของภาครัฐ

 

เพิ่มอัตราการใช้กำลังการผลิตไฟฟ้า และเพิ่มขีดความสามารถของธุรกิจ

            ในปี 2563 – ต้นปี 2564 ที่ผ่านมา บริษัทได้วางแผนเพิ่มอัตราการใช้กำลังการผลิตไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพอยู่ในระดับสูง ลดต้นทุน และเพิ่มรายได้ให้มากขึ้น โดยได้ติดตั้งหม้อผลิตไอน้ำแบบ Grate Boiler เพิ่มเติมจำนวน 3 เครื่อง แล้วเสร็จ ซึ่งจะส่งผลให้อัตราการใช้กำลังการผลิตไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้บริษัทตระหนักดีว่าการพัฒนาการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตเชื้อเพลิงขยะ จะช่วยลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้าให้ต่ำลง เป็นเรื่องที่สำคัญ และจำเป็นต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัท ทั้งนี้บริษัทยังมุ่งเน้นการให้ความสำคัญในการส่งเสริมการวิจัย พัฒนาการใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ ในธุรกิจผลิตไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง

ได้รับเลือกให้เป็นผู้ชนะการเสนอราคา จัดหาเอกชนร่วมลงทุนก่อสร้าง และบริหารจัดการระบบกำจัดขยะมูลฝอย อบจ. สงขลา

            ในเดือนมกราคม ปี 2564 บริษัทได้รับคัดเลือกจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา ในการดำเนินโครงการบริหารจัดการระบบกำจัดขยะมูลฝอยด้วยเทคโนโลยี Incineration แบบ Stroker-Type โดยใช้ระบบการผลิตไฟฟ้าที่ใช้ขยะมูลฝอยเป็นเชื้อเพลิงโดยตรง และระบบผลิตไฟฟ้ากำลังการผลิตติดตั้ง 9.9 เมกะวัตต์ โดยเสนอขายไฟฟ้าภายใต้สัญญาซื้อขายไฟฟ้า 7.92 เมกะวัตต์ ให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย  เป็นระยะเวลา 20 ปี ในอัตราค่าไฟฟ้า 5.78 บาทต่อหน่วย สำหรับระยะเวลา 8 ปีแรก และ 5.08 บาทต่อหน่วย สำหรับระยะเวลา 12 ปี ถัดไป นอกจากนี้บริษัทยังมีรายได้ในรูปค่ากำจัดขยะในอัตรา 400 บาท ต่อตัน เป็นระยะเวลา 20 ปี เช่นกัน โดยมีมูลค่าการลงทุนประมาณ 2,100 ล้านบาท

            ในเดือนเดียวกันนี้บริษัทได้เข้าร่วมประมูลโครงการกำจัดมูลฝอย เทศบาลนคร นครราชสีมา ซึ่งมีมูลค่าการลงทุนประมาณ 2,100 ล้านบาท โดยมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้า 9.9 เมกะวัตต์ ให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย  เป็นระยะเวลา 20 ปี ในอัตราค่าไฟฟ้า 5.78 บาทต่อหน่วย สำหรับระยะเวลา 8 ปีแรก และ 5.08 บาทต่อหน่วย สำหรับระยะเวลา 12 ปี ถัดไป นอกจากนี้ยังมีรายได้ในรูปค่ากำจัดขยะโดยคาดว่าจะมีการประกาศผลการประมูลประมาณเดือนมีนาคม 2564

นอกจากนี้บริษัทยังมีนโยบายแสวงหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ โดยการเข้าร่วมประมูลโครงการกำจัดขยะชุมชนเพื่อผลิตไฟฟ้าของภาครัฐ เพื่อสร้างความเติบโตให้แก่ธุรกิจของกลุ่มบริษัท รวมถึงการเข้าร่วมลงทุนเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมตามพื้นที่ที่มีความจำเป็นเร่งด่วนตามนโยบายของภาครัฐ

ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน (ESG & Bio Circular-Green Economy-BCG)

            กลุ่มทีพีไอโพลีน เพาเวอร์ มีนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยขับเคลื่อนกลุ่ม ทีพีไอโพลีนเพาเวอร์ ให้เติบโตด้วยนวัตกรรมที่แข่งขันได้ในระดับโลก ทำให้เกิดการกระจายรายได้สู่ชุมชนด้วยการรักษาสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยดำเนินการตามทิศทางเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ดำเนินการตามเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ไปสู่การผลิตแบบคาร์บอนต่ำ (Low carbon production) เพื่อลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก อันเป็นสาเหตุโลกร้อน โดยใช้พลังงานเชื้อเพลิงขยะเข้ามาในระบบการผลิต  และนำเทคโนโลยีชีวภาพมาใช้ในการเพิ่มคุณค่าผลิตภัณฑ์ และสนับสนุนภาคการเกษตร เพื่อให้เกิดเศรษฐกิจชีวภาพ (Bio Economy) โดยการผลิตปุ๋ยชีวอินทรีย์ที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค ขณะเดียวกันก็ทำให้เกษตรกรมีต้นทุนที่ต่ำกว่า   

การเชื่อมโยงเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) และเศรษฐกิจชีวภาพ (Bio Economy) ดังกล่าวเข้าด้วยกัน จึงเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ กลุ่มทีพีไอโพลีนเพาเวอร์ยังให้ความใส่ใจในมิติด้านสังคม และมีการกำกับดูแลกิจการที่ดี โดยยึดมั่นจรรยาบรรณในการดำเนินธุรกิจ ป้องกันความขัดแย้งทางผลประโยชน์ ต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น มีการบริหารความเสี่ยงขององค์กร รวมถึงดำเนินธุรกิจด้วยความเป็นธรรมต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม อาทิ การให้ความสำคัญต่อระบบการจัดการอาชีว อนามัยและความปลอดภัยของพนักงานและผู้เกี่ยวข้อง โดยมุ่งมั่นที่จะปรับปรุงและป้องกันอันตรายที่มีอยู่ทั้งหมด  รวมถึงการปฏิบัติตามหลักสิทธิมนุษยชน ตั้งแต่การจ้างงาน จนถึงการดูแลพนักงานและบุคลากร เพื่อให้พนักงานและบุคลากรทุกคนเกิดความรู้สึกผูกพันเป็นครอบครัวเดียวกับองค์กร นอกจากนี้บริษัทยังยึดมั่นในการร่วมมือกับคู่ค้าทุกรายตามแนวทางการปฏิบัติอย่างยั่งยืนของคู่ค้า

การพัฒนาโครงการเมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา

            กลุ่มบริษัทเล็งเห็นถึงความคุ้มค่าและศักยภาพของการลงทุนในโครงการเมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต (Futuristic Advanced Industrial City) ในเขตอำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นการนำเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยมาใช้ในการพัฒนาพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งในด้านสาธารณูปโภค การสร้างนิคมอุตสาหกรรม การก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกเพื่อสร้างโครงข่ายการคมนาคมขนส่งสินค้าส่งออกและนำเข้าแห่งอนาคต และการสร้างโรงไฟฟ้า ซึ่งใช้ก๊าซธรรมชาติ ชีวมวล และแหล่งพลังงานหมุนเวียนอื่นๆ เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า ส่งผลให้ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในพื้นที่ดังกล่าวดีขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับความตั้งใจของรัฐบาลที่จะพัฒนาโครงการพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษในภาคใต้เพื่อเสริมสร้างความมั่นคง ผ่านการส่งเสริมด้านอุตสาหกรรม การส่งออก-นำเข้าสินค้า การจ้างงาน รวมถึงความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนในพื้นที่ และความเจริญเติบโตของโครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจสามฝ่าย อินโดนีเซีย-มาเลเซีย-ไทย INDONESIA-MALAYSIA-THAI—GROWTH TRIANGLE (IMT-GT) ซึ่งรัฐบาล 3 ประเทศในภูมิภาคนี้ได้ทำสัญญากันไว้ตั้งแต่สมัยนายกรัฐมนตรีชวน หลีกภัย บริษัทจึงได้เริ่มต้นดำเนินการเตรียมความพร้อมสำหรับโครงการฯ อย่างจริงจังตั้งแต่ปี 2563 ซึ่งสอดคล้องกับมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เห็นชอบในหลักการของแผนเร่งด่วนการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา เพื่อให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องกับแผนงานดังกล่าว ไปดำเนินการตามอำนาจหน้าที่และกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป                     

โรงกำจัดขยะชุมชน หรือ ขยะสดเทศบาล  ตั้งอยู่ในพื้นที่แห่งเดียวกันที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ด้วยวิสัยทัศน์ในการสร้างการเติบโตทางธุรกิจอย่างมั่นคงและยั่งยืน   กลุ่มบริษัทจึงมีนโยบายเน้นการเติบโตในธุรกิจที่ทางกลุ่มมีความเชี่ยวชาญโดยให้ความสำคัญกับการผลิตไฟฟ้า ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยใช้แหล่งเชื้อเพลิงขยะชุมชน หรือ ขยะสดเทศบาลเพื่อผลิตไฟฟ้า ซึ่งเป็นการช่วยลดปริมาณขยะในประเทศได้อย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับแผนพัฒนาการบริหารจัดการพลังงานของประเทศไทย และตอบสนองเจตนารมณ์นโยบายการลดก๊าซ CO2 ของภาครัฐที่ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาขยะล้นเมืองเป็นการเร่งด่วนควบคู่กันไป โดยบริษัทอยู่ระหว่างขยายกำลังการผลิตโรงผลิตเชื้อเพลิงขยะ RDF (Refuse Derived Fuel) ซึ่งจะสามารถใช้ RDF เทียบเท่ากับขยะชุมชน หรือ ขยะสดเทศบาลประมาณ 10,000 ตันต่อวัน โดยโครงการขยายกำลังการผลิต RDF ดังกล่าวจะแล้วเสร็จในปี 2564 นี้ ซึ่งจะทำให้บริษัทมีโรงงานกำจัดขยะชุมชน หรือ ขยะสดเทศบาล ตั้งอยู่ในพื้นที่แห่งเดียวกันที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งโครงการดังกล่าวนี้จะช่วยลดการปลดปล่อยก๊าซ CO2 (ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดภาวะโลกร้อน) ประมาณ 8.5 ล้านตันต่อปี และกำจัดขยะชุมชนได้ 3.5 ล้านตันต่อปี

            บริษัทยังตระหนักถึงบทบาทที่สำคัญในการดำเนินธุรกิจ ด้วยหลักธรรมาภิบาลที่ดี มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม (Environmental Social governance : ESG ) ด้วยความมุ่งมั่นในการเป็นองค์กรที่เป็นเลิศทางธุรกิจ ภายใต้การกำกับดูแลกิจการที่ดี และพัฒนาชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม ควบคู่กันไปด้วย

            ในนามของคณะกรรมการทีพีไอโพลีน เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) ขอขอบคุณผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม ที่ได้ให้ความไว้วางใจและร่วมสนับสนุนกิจการของกลุ่มบริษัทด้วยดีมาโดยตลอด ทำให้กลุ่มบริษัทประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจและเติบโตอย่างต่อเนื่องและมั่นคง เกิดเป็นพลังผลักดันให้ผู้บริหารและพนักงานทุกคนร่วมกันมุ่งมั่นทุ่มเทความสามารถ ปฏิบัติหน้าที่อย่างซื่อสัตย์ เพื่อบรรลุเป้าหมายในการสร้างความมั่นคงอย่างยั่งยืนให้แก่องค์กร สร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศชาติ ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย ตลอดจนสังคมไทยโดยรวม และส่งผลให้คนไทยมีความเป็นอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืนต่อไป

การรับฟังความคิดเห็นครั้งที่ 1 โครงการเมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต บริษัท ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งประกอบไปด้วยโครงการท่าเทียบเรือคอนเทนเนอร์และท่าเทียบเรือน้ำลึกทีพีไอสงขลา, โครงการท่าเทียบเรือก๊าซธรรมชาติเหลวและน้ำมันสำเร็จรูปทีพีไอสงขลา, โครงการโรงไฟฟ้าทีพีไอสงขลา และ โครงการสวนอุตสาหกรรมจะนะ จังหวัดสงขลา ระยะที่ 1 มีกำหนดการดังนี้

ติดต่อเรา