ธุรกิจพลังงานและสาธารณูปโภค

นำเทคโนโลยีที่ทันสมัย มาบริหารจัดการของเสีย และขยะมูลฝอย โดยแปรรูปเป็นเชื้อเพลิงทดแทน เพื่อลดการใช้เชื้อเพลิงจากฟอสซิลให้มากที่สุด และนำผลพลอยได้จากขยะมาใช้ประโยชน์สูงสุด โดยไม่มีภาระการกำจัดส่วนที่เหลือนอกโรงงาน

ธุรกิจสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซธรรมชาติ

สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซธรรมชาติ ทีพีไอ โพลีน เปิดให้บริการทั้งหมด 12 สาขา

ขยะมีมูลค่าทางเศรษฐกิจ สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้

แผน Zero Waste คือ จะต้องบริหารจัดการขยะเหล่านี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และต้องไม่ให้เหลือเศษใดๆที่จะเป็นภาระในการนำไปกำจัดนอกโรงงาน


นายประชัย เลียวไพรัตน์
ประธานคณะกรรมการบริหาร
บริษัท ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน)

เรียน ท่านผู้ถือหุ้น

ปี 2560 ที่ผ่านมา เป็นปีที่บริษัทได้มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการถือหุ้นและโครงสร้างทางการเงินของบริษัท โดยการระดมทุนเสนอขายหุ้นสามัญ เพิ่มหุ้นให้แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ควบคู่ไปกับการขยายธุรกิจโรงไฟฟ้า โดยการก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่เพิ่มเติมอีก 3 โรง ขนาดกำลังการผลิตรวม 290 เมกะวัตต์ เพื่อให้มีกำลังการผลิตรวมทั้งสิ้น 440 เมกะวัตต์ และด้วยความร่วมมือร่วมใจของผู้บริหารและพนักงานทุกคนในการปฏิบัติหน้าที่ให้ลุล่วงด้วยดี จึงส่งผลให้บริษัทมีผลประกอบการที่เติบโตต่อเนื่อง และผ่านหลักเกณฑ์รวมถึงข้อกำหนดที่เข้มงวดของทางการ โดยสามารถเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้ เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2560 ที่ผ่านมา

บริษัทเป็นผู้นำและผู้เชี่ยวชาญในธุรกิจโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงขยะ RDF และจากความร้อนทิ้งที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และความพร้อมที่จะเติบโตอย่างต่อเนื่องในธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน ด้วยบุคลากรที่มีประสบการณ์ และพร้อมในการรองรับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของเทคโนโลยี โดยการลงทุนในโครงการที่ให้ผลตอบแทนสูงในระดับความเสี่ยงที่สามารถจัดการได้บริษัทเชื่อว่าการดำเนินงานโรงไฟฟ้าซึ่งใช้พลังงานความร้อนทิ้งและพลังงานเชื้อเพลิง RDF นั้น จะได้รับการสนับสนุนจากนโยบายของภาครัฐ ตามนโยบายที่ส่งเสริมให้มีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้บริษัทจะได้รับประโยชน์จากการที่เศรษฐกิจในประเทศไทยมีแนวโน้มขยายตัวและความต้องการพลังงานไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น

ผลการดำเนินงานสดใส

ในปี 2560 บริษัทมีรายได้จากการขายไฟฟ้าและสินค้า รวมทั้งรายได้ส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า ทั้งสิ้นจำนวน 4,865 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 11.37 จากจำนวน 4,368 ล้านบาท ในปี 2559 ที่ผ่านมา เนื่องจากปริมาณไฟฟ้าที่ขายเพิ่มขึ้น โดยมีรายได้รวม 5,188 ล้านบาท ในปี 2560 เพิ่มขึ้นร้อยละ 17.03 จากจำนวน 4,433 ล้านบาท ใน ปี 2559 ที่ผ่านมา โดยมีกำไรสุทธิจำนวน 2,592 ล้านบาท ในปี 2560 เพิ่มขึ้นร้อยละ 42.06 จากกำไรสุทธิจำนวน 1,824 ล้านบาท ในปี 2559 ที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการทำกำไร และอัตราการเติบโตของกำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก

โครงการลงทุน

ปัจจุบัน โรงไฟฟ้าของบริษัทเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้วจำนวน 4 โรง กำลังการผลิตรวม 150 เมกะวัตต์ ประกอบด้วยโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนทิ้งจำนวน 2 โรง กำลังการผลิตรวม 70 เมกะวัตต์ (ประกอบด้วย 40 เมกะวัตต์ และ 30 เมกะวัตต์) และโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิง RDF จำนวน 2 โรง กำลังการผลิตรวม 80 เมกะวัตต์ (ประกอบด้วย 20 เมกะวัตต์ และ 60 เมกะวัตต์)

นอกจากนี้ มีโรงไฟฟ้าถ่านหิน-พลังงานเชื้อเพลิง RDF จำนวน 1 โรง กำลังการผลิต 70 เมกะวัตต์ ซึ่งการก่อสร้างแล้วเสร็จ และทดสอบการเดินเครื่องจักรเรียบร้อยแล้ว คาดว่าจะสามารถขายไฟฟ้าให้แก่ บมจ. ทีพีไอ โพลีน ได้ภายในไตรมาส 1 ปี 2561

บริษัทยังมีโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิง RDF กำลังการผลิต 70 เมกะวัตต์ ซึ่งได้ก่อสร้างแล้วเสร็จ รวมทั้งใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องเรียบร้อยแล้ว โดยอยู่ระหว่างการขออนุญาตจากหน่วยงานทางการที่เกี่ยวข้อง ในการนำกำลังการผลิตของโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิง RDF 70 เมกะวัตต์ ดังกล่าว และโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนทิ้ง 30 เมกะวัตต์ มารวมกัน เพื่อใช้ดำเนินการเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานเชื้อเพลิง RDF ขนาดกำลังการผลิตติดตั้งรวม 100 เมกะวัตต์ เพื่อขายไฟฟ้าให้แก่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (“กฟผ.”) ภายใต้สัญญาซื้อขายไฟฟ้า 90 เมกะวัตต์ ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 1 ปี 2561

นอกจากนี้ บริษัทอยู่ในระหว่างการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน จำนวน 1 โรง กำลังการผลิต 150 เมกะวัตต์ ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 1 ปี 2561

อนึ่ง เมื่อโรงไฟฟ้าของบริษัทดำเนินการในเชิงพาณิชย์ครบถ้วน บริษัทจะมีกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมทั้งสิ้น 440 เมกะวัตต์ โดยขายไฟฟ้าให้แก่ กฟผ. ภายใต้สัญญาซื้อขายไฟฟ้า จำนวนรวม 163 เมกะวัตต์ (ภายใต้โรงไฟฟ้ากำลังการผลิตติดตั้งจำนวนรวม 180 เมกะวัตต์) และจะขายไฟฟ้าให้แก่ บมจ. ทีพีไอ โพลีน ภายใต้โรงไฟฟ้ากำลังการผลิตติดตั้งจำนวนรวม 260 เมกะวัตต์

รางวัลแห่งความภูมิใจ

ในปี 2560 บริษัทได้รับรางวัลเกียรติยศทั้งในและต่างประเทศ ประกอบด้วย รางวัล Thailand Energy Awards 2017 จากกระทรวงพลังงาน รางวัลมาตรฐานความรับผิดชอบของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมที่มีต่อสังคมอย่างต่อเนื่อง หรือ CSR-DIW Continuous Award 2017 จากกระทรวงอุตสาหกรรม รางวัล ASEAN Energy Awards 2017 ซึ่งจัดขึ้นในการประชุม ASEAN Energy Business Forum 2017 ณ กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ และเกียรติบัตรการรับรองปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้ ภายใต้โครงการก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจ จากองค์กรการบริหารก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน)

รางวัลเกียรติยศทั้งในและต่างประเทศ ดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงการตระหนักถึงบทบาทที่ชัดเจนในความรับผิดชอบขององค์กรต่อสังคม (Corporate Social Responsibility) ด้วยการรักษาสมดุลระหว่างการมุ่งสู่การเป็นองค์กรที่เป็นเลิศทางธุรกิจ การกำกับดูแลกิจการที่ดี การดูแลสังคม อุตสาหกรรม เกษตรกรรม ชุมชน และสิ่งแวดล้อมระดับชาติ

บริษัทมีความมุ่งมั่นที่จะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยการดำเนินงานโรงไฟฟ้าให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยบริษัทยังคงศึกษาการพัฒนาเทคโนโลยีและกระบวนการผลิตใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการดำเนินงาน บริษัทเชื่อว่าความรู้ความชำนาญทางเทคโนโลยีของบริษัทดังกล่าวถือเป็นจุดแข็งที่สำคัญที่ทำให้บริษัท มีข้อได้เปรียบในการแข่งขัน และสามารถรักษาความได้เปรียบดังกล่าวได้ ดังนั้น บริษัทจึงให้ความสำคัญกับการปรับปรุงและคิดค้นนวัตกรรมความรู้ความชำนาญทางเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง

ความสำเร็จของบริษัทในวันนี้ ถือเป็นความภาคภูมิใจของบริษัทคนไทยที่สามารถพัฒนาเทคโนโลยีการนำขยะในประเทศไทย ซึ่งมีคุณลักษณะที่หลากหลายและความชื้นสูง มาผ่านกระบวนการผลิตให้เป็นเชื้อเพลิง RDF ที่มีประสิทธิภาพ และมีค่าความร้อนสูงสำหรับการผลิตกระแสไฟฟ้า ซึ่งเป็นงานท้าทายที่ต้องอาศัยความชำนาญและประสบการณ์

ในนามของคณะกรรมการบริษัท ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) ขอขอบคุณผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม ที่ได้ร่วมสนับสนุน และให้ความไว้วางใจต่อบริษัท ด้วยดีตลอดมา ทำให้บริษัทประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง และเป็นพลังผลักดันให้ผู้บริหารและพนักงานทุกคนร่วมกันฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ เพื่อบรรลุเป้าหมายในการสร้างความมั่นคงให้แก่องค์กร สร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศชาติ ดูแลผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่มอย่างสมดุล สร้างความผาสุกให้แก่ชุมชน และสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีให้แก่ประเทศไทย เพื่อความยั่งยืนต่อไป

ติดต่อเรา