Press Release  19 มิ.ย. 2569

ทำเนียบรัฐบาล (16 มิถุนายน 2569) – นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยที่ประชุมมีมติสำคัญรับทราบและเห็นชอบผลการจัดทำการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Environmental Assessment: SEA) สำหรับแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ของจังหวัดสงขลาและจังหวัดปัตตานี

การดำเนินการดังกล่าวถือเป็นวาระแห่งชาติที่มุ่งพลิกโฉมเศรษฐกิจภาคใต้ตอนล่าง ให้ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสำคัญของภูมิภาคและของประเทศในอนาคต

 

คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบและเห็นชอบตามที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เสนอ ดังนี้

  1. รับทราบการจัดทำการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Environment Assessment : SEA) สำหรับแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ของจังหวัดสงขลาและจังหวัดปัตตานี (แผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ฯ) ตามที่ได้รับมอบหมาย จากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2564 รวมระยะเวลาดำเนินงาน 2 ปี 8 เดือน (ตั้งแต่วันที่ 29 ธันวาคม 2565 - 28 สิงหาคม 2568)

ที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรีมีมติเกี่ยวกับโครงการเมืองต้นแบบ “สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ดังนี้

 คณะรัฐมนตรีมีมติ (4 ตุลาคม 2559 และ 7 พฤษภาคม 2562) อนุมัติในหลักการโครงการเมืองต้นแบบ “สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” เพื่อพัฒนาพื้นที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เป็นพื้นที่เศรษฐกิจเฉพาะ ด้วยการกระตุ้นให้เกิดการลงทุนจากภาคเอกชน โดยนำร่องในพื้นที่  (1) อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี เป็นเมืองต้นแบบ อุตสาหกรรมแปรรูปการเกษตร (2) อำเภอ สุไหงโก - ลก จังหวัดนราธิวาส เป็นศูนย์กลางการค้าชายแดนระหว่างประเทศ (3) อำเภอเบตง จังหวัดยะลา เป็นเมืองต้นแบบการพัฒนาที่พึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน ซึ่งต่อมาได้ขยายผลไปสู่เมืองต้นแบบที่ 4 อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา เป็นเมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคตเพื่อยกระดับการพัฒนาเชิงพื้นที่ทั้งระบบและครบวงจร ซึ่งต่อมาชาวบ้านเครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่นเรียกร้องให้หยุดโครงการ นิคมอุตสาหกรรมจะนะ และให้จัดทำ SEA เพื่อเสนอให้ครม.รับทราบเป็นมติครม. หากไม่มีผู้ใดในครม.คัดค้าน ก่อนเดินหน้าโครงการดังกล่าว โดยมีข้อเสนอให้สร้างการพัฒนาอำเภอจะนะที่ยั่งยืนด้วยกระบวนการจัดทำ SEA เพื่อแสวงหารูปแบบการพัฒนาเศรษฐกิจที่หลากหลาย เป็นธรรม กระจายรายได้ และสร้างสมดุลสิ่งแวดล้อม

ต่อมา สศช. ได้ว่าจ้างมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ดำเนินโครงการการจัดทำ SEA สำหรับแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ฯ วงเงิน 27.95 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่ 29 ธันวาคม 2565 - 28 สิงหาคม 2568 โดยมีกิจกรรมที่ดำเนินการ เช่น การตรวจสอบพื้นที่ที่มีความเหมาะสมในการพัฒนาการจัดทำแผนการติดตามและประเมินผลของการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์และแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ฯ การจัดเวทีเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจและเตรียมความพร้อมสำหรับขั้นตอนการพัฒนาและการประเมินทางเลือก

การจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ฯ ด้วยกระบวนการ SEA มุ่งสร้างความสมดุลระหว่างมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เน้นการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือ การยอมรับร่วมกัน และนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งการดำเนินงานจะใช้รูปแบบการวางแผนแบบบูรณาการ

  1. มอบหมายจังหวัดสงขลาและจังหวัดปัตตานี องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และส่วนราชการที่เกี่ยวข้องนำแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ฯ ไปใช้เป็นกรอบในการจัดทำแผนงาน/โครงการ เพื่อการพัฒนาในพื้นที่จังหวัดสงขลาและจังหวัดปัตตานีต่อไป

 

ยกระดับ “จะนะ” ฟันเฟืองหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจชาติ

หัวใจสำคัญของแผนพัฒนาครั้งนี้ คือการผลักดันอำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ให้เป็น “เมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต” (เมืองต้นแบบที่ 4) โดยโครงการดังกล่าวได้รับการออกแบบให้เป็นโมเดลการพัฒนาเชิงพื้นที่แบบครบวงจร มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิต สร้างความกินดีอยู่ดี และก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน

การดำเนินโครงการจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในระยะยาว

 

SEA: รากฐานของความสำเร็จและการยอมรับ

มติ ครม. ที่เห็นชอบให้เดินหน้าผ่านกระบวนการ SEA ถือเป็นนิมิตหมายอันดีของการพัฒนาที่ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริง โดยมีการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 10 กลุ่ม รวมกว่า 5,000 คน

กระบวนการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อสร้างความมั่นใจว่าการพัฒนาจะเกิดความสมดุลในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม พร้อมสร้างความเชื่อมั่น ความโปร่งใส และความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นในพื้นที่

 

เดินหน้าแผนแม่บทฯ สู่ความสำเร็จร่วมกัน

จากความคืบหน้าดังกล่าว ครม. ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำแผนแม่บทฯ ไปใช้เป็นกรอบในการจัดทำโครงการพัฒนาพื้นที่โดยมีเป้าหมายสำคัญ ดังนี้

  • ยกระดับคุณภาพชีวิตและคุณภาพการศึกษาของเยาวชนและประชาชนในพื้นที่
  • สร้างรายได้และโอกาสทางอุตสาหกรรม เพื่อกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ ทั้งในระดับ GDP และเศรษฐกิจฐานราก
  • พัฒนาพื้นที่ให้เป็นศูนย์กลางการค้า การคมนาคมขนส่ง และอุตสาหกรรมแปรรูปเกษตรมูลค่าสูงของภาคใต้

 

โครงการพัฒนาเชิงพื้นที่สงขลา–ปัตตานี จะเป็นกุญแจสำคัญในการนำพาพื้นที่ไปสู่ความสันติสุข ความมั่งคั่ง และการพัฒนาที่ยั่งยืน พร้อมสร้างโอกาสและอนาคตที่ดีให้แก่ลูกหลานชาวใต้และประชาชนชาวไทยทุกคน

 

รายละเอียดตาม http://www.thaigov.go.th

ที่มาของเอกสาร : https://www.thaigov.go.th/th/news/165236

นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ประธานกรรมการ (ที่ 7 จากซ้าย) นางอรพิน เลี่ยวไพรัตน์  รองประธานกรรมการ (ที่ 8 จากซ้าย) นายภากร เลี่ยวไพรัตน์ (ที่ 5 จากซ้าย) กรรมการผู้จัดการใหญ่ นายภัคพล เลี่ยวไพรัตน์  (ที่ 1 จากขวา) รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ พร้อมด้วยคณะกรรมการและผู้บริหาร บริษัท ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ TPIPP ร่วมประชุมสามัญผู้ถือหุ้น (AGM) ประจำปี 2569 ณ ห้องประชุมชั้น 9 อาคารทีพีไอทาวเวอร์  โดยผู้ถือหุ้นได้มีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลสำหรับผลการดำเนินงานประจำปี 2568 ในอัตราหุ้นละ 0.07 บาท คิดเป็นจำนวนรวม 588,000,000 บาท หรือคิดเป็นร้อยละ 25.95 ของกำไรสุทธิประจำปี 2568 มีกำหนดจ่ายเงินปันผลแก่ผู้ถือหุ้นในวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 

TPIPP ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน สร้างเสถียรภาพพลังงานที่ยั่งยืน นับเป็นปีแห่งการเปลี่ยนผ่านเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญของบริษัท ในการยกระดับองค์กรจากผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานเชื้อเพลิงผสมผสาน ก้าวสู่การเป็นผู้นำนวัตกรรมสาธารณูปโภคด้านพลังงานสีเขียวแบบครบวงจร อย่างเต็มภาคภูมิ ตลอดปี 2568 บริษัทไม่เพียงมีบทบาทสำคัญในการผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาด แต่ยังทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อน เศรษฐกิจหมุนเวียนของประเทศ โดยการเปลี่ยนภาระขยะชุมชนให้เป็นทรัพยากรเป็นพลังงาน ภายใต้วิสัยทัศน์การเป็นผู้นำการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน บริษัทได้กำหนดแผนงานภายใต้ Decarbonization Roadmap ที่มีความชัดเจน เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2037 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี 2050

 

บริษัท ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) (TPIPP) รับรางวัลชนะเลิศจากเวที Thailand-Japan Decarbonization Award 2026 (TJDA 2026) กับผลงานการผลิตเชื้อเพลิงขยะ (RDF) จากขยะมูลฝอยชุมชน สะท้อนศักยภาพในการลดก๊าซเรือนกระจกและขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างเป็นรูปธรรม

นายภัคพล เลี่ยวไพรัตน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ เป็นผู้แทนบริษัทเข้ารับรางวัล โดยมี ศาสตราจารย์ ดร. ศุภชัย ปทุมนากุล ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีและมอบรางวัล ภายในงานที่จัดโดย สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปุ่น)

รางวัล TJDA 2026 มุ่งส่งเสริมความร่วมมือไทย–ญี่ปุ่นในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อก้าวสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนอย่างยั่งยืน

บริษัท ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ TPIPP สร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยบนเวทีระดับนานาชาติ หลังได้รับรางวัล International Finance Awards 2025 สาขา “Most Innovative Diverse WTE Business Company Thailand” จาก International Finance Magazine (IFM) สื่อด้านธุรกิจและการเงินชั้นนำจากสหราชอาณาจักร โดยในโอกาสนี้       นายภัคพล เลี่ยวไพรัตน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ เป็นผู้แทนเข้ารับรางวัล

รางวัลดังกล่าว สะท้อนถึงศักยภาพและความเป็นผู้นำของ TPIPP ในด้านการบริหารจัดการขยะชุมชนและขยะอุตสาหกรรมอย่างครบวงจร พร้อมทั้งการพัฒนาโครงการผลิตพลังงานจากขยะ (Waste-to-Energy: WTE) อย่างเป็นรูปธรรม

TPIPP มีโรงไฟฟ้าพลังงานเชื้อเพลิงขยะ (RDF) ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน ตั้งอยู่ในพื้นที่เดียวกัน สามารถรองรับปริมาณขยะได้มากกว่า 14,000 ตันต่อวัน มุ่งเน้นการเปลี่ยนขยะให้เป็นพลังงานสีเขียวและเชื้อเพลิงทดแทน RDF เพื่อลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล และร่วมขับเคลื่อนสังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน

ความสำเร็จครั้งนี้ ตอกย้ำบทบาทของ TPIPP ในฐานะผู้นำด้านพลังงานทดแทนของประเทศไทย ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล และเป็นต้นแบบของการบริหารจัดการขยะเพื่อผลิตพลังงานสะอาด

TPIPP ยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนองค์กรด้วยหลักความโปร่งใส ความรับผิดชอบต่อสังคม และการบริหารจัดการตามหลักธรรมาภิบาล เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ความยั่งยืน และความไว้วางใจจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งในประเทศและระดับนานาชาติต่อไป

บริษัท ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ TPIPP ผู้ผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงขยะ ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศและภูมิภาคอาเซียน ตอกย้ำความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ที่จะเป็นบริษัท Carbon-Free Power Plant หรือ โรงไฟฟ้าไร้คาร์บอน ด้วยการเริ่มเปิดดำเนินการ โครงการกำจัดขยะเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เรื่อง การจัดการมูลฝอย พ.ศ.2560 ที่ ตำบลเกาะแต้ว อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา การเริ่มเปิดดำเนินการโครงการนี้จะช่วยเรื่องการกำจัดขยะมูลฝอยของจังหวัดสงขลา และยังช่วยเรื่องความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในพื้นที่  นอกจากนี้ บริษัท ทีพีไอ บริษัท     ทีพีไอ โพลีน จำกัด เพาเวอร์ (มหาชน) ยังเป็นหนึ่งในศูนย์รับขยะหาดใหญ่ ในช่วงที่อำเภอหาดใหญ่     มีความจำเป็นต้องการกำจัดขยะด้วย

 

บริษัท ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ TPIPP ประกาศนโยบายว่า บริษัทฯ จะเป็นโรงไฟฟ้าที่ไม่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ในปี 2569 ทำให้โรงไฟฟ้าของบริษัทฯจะกลายเป็นโรงไฟฟ้าสีเขียว ไร้คาร์บอน100% ตั้งแต่ปลายปีเป็นต้นไป ทางบริษัทฯจะสามารถกำจัดขยะได้ ประมาณ 15-20% ของขยะที่ผลิตในประเทศไทย ทำให้บริษัทกลายเป็นผู้กำจัดขยะที่ใหญ่ที่สุดในโลกสำหรับโรงงานที่อยู่ในจุดเดียวกัน นอกจากนี้ทางบริษัทฯได้แจ้งเปิดดำเนินการโครงการกำจัดขยะเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เรื่อง การจัดการมูลฝอย พ.ศ.2560 ที่ ตำบลเกาะแต้ว อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา ในวันที่ 8 ธันวาคม 2568 โดยโรงไฟฟ้าได้ผ่านการตรวจสอบโดย กฟภ. (การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค) และ กกพ. (คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน)   

 

นายภัคพล เลี่ยวไพรัตน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การเปิดดำเนินการโรงไฟฟ้าขยะชุมชนที่สงขลาจะช่วยเรื่องความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในพื้นที่ และยังช่วยกำจัดขยะมูลฝอยในพื้นที่ นอกจากนี้ยังช่วยเรื่องผลประกอบการของบริษัทฯ

 

“การเริ่มเปิดดำเนินการของโรงไฟฟ้าขยะชุมชนที่สงขลาจะช่วยผลประกอบการของบริษัทฯ ถึงแม้ว่าจะเป็นโรงไฟฟ้าขนาดเล็กเมื่อเทียบกับโรงไฟฟ้าหลักของบริษัทที่จังหวัสระบุรี แต่ค่าไฟฟ้ารวมกับค่ากำจัดก็สูงกว่าโรงไฟฟ้าที่สระบุรี นอกจากนั้นด้วยเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ที่อำเภอหาดใหญ่ช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน หลังจากระดับน้ำลดลงมีขยะคงเหลือจำนวนมากที่ต้องการกำจัด ทางจังหวัด ทั้งผู้ว่าฯ ทั้งนายกอบจ. จึงได้ติดต่อมาที่บริษัทฯให้ช่วยรับกำจัดขยะหาดใหญ่ ทางบริษัทฯได้เห็นความลำบากของคนในพื้นที่ จึงได้รับอาสากำจัดขยะที่คงค้างอยู่ในอำเภอหาดใหญ่บางส่วนให้ บริษัทฯยังยืนยันว่าเราไม่ได้มองแต่ผลกำไรอย่างเดียว แต่เรายังคำนึงถึงการอยู่ร่วมกับชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนตามหลัก ESG ที่บริษัทฯเคยกล่าวไว้” นายภัคพล กล่าว

นโยบายคุกกี้

This website stores cookies to provide you with a better experience of our website, and to enable us to provide you with offers, promotional activities, and personalised content. Use of this website is an acceptance of the terms and consent to us to store cookies in accordance with the policy initially stated. เว็บไซต์นี้มีการจัดเก็บคุกกี้เพื่อมอบประสบการณ์การใช้งานเว็บไซต์ของคุณให้ดียิ่งขึ้น รวมถึงให้เราสามารถมอบข้อเสนอ กิจกรรมส่งเสริมการขาย เลือกเนื้อหาที่เหมาะสมให้กับคุณอย่างเป็นส่วนตัว การใช้งานเว็บไซต์นี้เป็นการยอมรับข้อกำหนดและยินยอมให้เราจัดเก็บคุกกี้ตามนโยบายที่แจ้งในเบื้องต้น